2009/Oct/08

 

ร้านอาหารของเรา...เอ่อไม่ใช่สิ
ของพี่สาวต่างหาก ฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีส่วนร่วม
ในการเป็นเจ้าของร้าน แม้เขาจะเสนอมาว่าให้ตั้งชื่อร้าน
ว่า"ร้านสองพี่น้อง" ฉันยิ้มรับ แต่ไม่ได้เออออห่อหมกด้วย
เปิดร้านมาสามเดือนแล้วก็เลยยังไม่มีชื่อร้านสักที ...
ในใจคิดเสมอว่าฉันมาอยู่ที่นี่ชั่วคราวเท่านั้น
อยู่ช่วยจนกว่าเขาจะหาผู้ช่วยที่กว่าฉันได้
...ฉันมีเส้นทางที่จะเลือกเดินอยู่แล้ว
อย่างแน่วแน่มั่นคงและไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
รอแค่วันเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น



เปิดร้านเมื่อวันที่ 25 กรกฏาคม ที่ผ่านมา
ช่วงแรกเริ่มของการเปิดร้านจะค่อนข้างทุลักทุเลพอสมควร
พี้นภายในร้านเป็นพื้นกระเบื้อง เก้าอี้ที่มีอยู่เป็นเก้าอี้พลาสติก
หากคนมีน้ำหนักตัวเยอะๆและนั่งอย่างไม่ระมัดระวัง
ขาของเก้าอี้ก็จะกางออกไปเรื่อยๆ เก้าอี้จะเตี้ยลง เตี้ยลง
ดูแล้วหวาดเสียวยิ่งนัก เราต้องคอยเตือนและระมัดระวังให้ลูกค้าตลอด
จึงได้สั่งทำเก้าอี้ใหม่ที่ทำด้วยไม้และแข็งแรงกว่านี้
แต่ในระหว่างรอเก้าอี้...ก็ได้เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น



วันนั้น..มีผู้ชายคนนึงตัวสูงใหฌ่เดินมาสั่งสุกี้น้ำ
ฉันยกไปเสิร์ฟให้แต่วางไว้ห่างตัวเขาพอสมควร
เนื่องจากว่าเขายังคงก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือพิมพ์
ไม่ได้สนใจอาหารตรงหน้าแต่อย่างใด
ฉันเดินเข้าไปในครัว สักพักได้ยินเสียงดังโครม
จึงรีบวิ่งออกมาดู ภาพที่เห็นคือลูกค้าหนุ่มคนนั้นกองอย่ที่พื้น
กับเก้าอี้ที่หักละเอียด

ฉันกับพี่สาวขอโทษเขาครั้งแล้วครั้งเล่า
พร้อมกับเปลี่ยนเก้าอี้ตัวใหม่ให้เขา
โชคดีที่ตอนนั้นไม่มีลูกค้าอื่นเลย
และโชคดีมากตรงที่เขายังไม่ลงมือกิน
ไม่งั้นคงดูไม่จืดกว่านี้แน่ๆ..
เขาไม่ได้แสดงอาการโกรธเคืองใดใด
คงก้มหน้าก้มตากินเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ตอนที่เขาจ่ายตังค์ เราตกลงกันว่าจะไม่รับเงินค่าอาหารจากเขา
แต่เขาไม่ยอม โดยบอกว่าของซื้อของขาย
ส่วนเรื่องเก้าอี้หัก เป็นเรื่องอุบัติเหตุ
ไม่ได้แกล้งกันนี่นา

แล้วเขาก็ไป..

ฉันไม่รู้ว่าเขาได้แวะเวียนมาที่ร้านอีกหรือเปล่า..
หน้าตาเขาเป็นอย่างไร..จำไม่ได้แล้วล่ะ

2009/Oct/03

 

หลังจากที่ตกกระได(หลายขั้น)พลอยโจนมาช่วยพี่สาวที่ร้าน

การดำเนินชีวิตในแต่ละวันก็ผิดเพี้ยนไปจากเดิม

ต้องมาทำในสิ่งที่ไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่นัก

การเป็นลูกมือกุ๊กมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ต้องเตรียมของให้ทันกับกุ๊กที่ยืนอยู่หน้าเตา

พูดง่ายๆคือในเมนูของหนึ่งโต๊ะ

ฉันต้องเดาใจเขาให้ออกว่าเขาจะปรุงอะไรก่อน

ใหม่ๆก็ลุกลี้ลุกลนสับสนอลหม่านน่าดู

แต่ก็ไม่มีอะไรที่ยากเกินกว่าจะเรียนรู้งานและรู้ใจคน(พี่สาว)

ตอนนี้ทุกอย่างก็โอเค ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร


ยกเว้น..เราต้องรับภาระอะไรหลายอย่างมากเกินไป

จนรู้สึกเหนื่อยแทบขาดใจ

รู้สึกว่าฉันจะใช้คำนี้บ่อยเกินไปซะแล้ว

แม่บอกว่าห้ามบ่นเหนื่อย ไม่มีใครบังคับเรา..

ใช่สินะไม่มีใครบังคับเราได้

ว่าเราสมควรทำอะไรหรือไม่ทำอะไร

เราเองต่างหากที่ตกเป็นทาสของตัวเอง

ทาสของความสงสาร ความห่วงใย ความเอื้ออาทร

หรือแม้กระทั่งทาสของความรัก

จนลืมหันมามองความปรารถนาที่แท้จริงของหัวใจตัวเอง

 


จนบางครั้ง..เหนื่อยจนท้อ

น้ำตาไหลเป็นทางแทบไม่รู้ตัว

ต้องมานั่งเคลียร์ความรู้สึกที่เกิดขึ้น...

นั่งถามว่าระหว่างทำกับไม่ทำ

อย่างไหนจะทำให้ทุกข์น้อยกว่ากัน

คำตอบที่ได้คือ ฉันเลือกพวกเขา

แม้ว่าในบางครั้งฉันจะไม่ใช่บุคคลที่พวกเขาเลือกก็ตามที

สรุป..ฉันทุกข์จากการได้ทำอะไรเพื่อพวกเขา

... น้อยกว่าการทำอะไรเพื่อตัวเอง

ดูเหมือนนางเอ๊ก นางเอก ยังไงก็ไม่รู้นะ

แต่จริงๆแล้วไม่ใช่เลย

ทั้งหมดทั้งมวลที่ทำก็เป็นการสนองกิเลสอีกด้านหนึ่งของตัวเอง

สนองความมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้..

... ก็เท่านั้น

.....

เขียนมาตั้งมากมายยังไม่เข้าเรื่องสักที

สงสัยคงค่อยว่ากันใหม่แล้วกระมัง

 

 

2009/Oct/01

เรียนรู้คนจากคน

นับตั้งแต่ผันตัวเองมาสู่กิจการร้านอาหาร

มีบททดสอบหลายอย่างมาทดสอบใจฉัน



ลูกค้าซึ่งมีหลายประเภท อาทิ หมอ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีทุกระดับชั้น

ข้าราชการครู ตำรวจ เจ้าหน้าทีอ.บ.ต ชาวบ้านชาวสวนละแวกนี้ รวมถึงลูกค้าขาจรด้วย

สรุปคือมีลูกค้าเยอะมาก เยอะจนฉันตกใจ

เพราะผู้คนมากแบบนี่แหละค่ะ จึงทำให้มีเรื่องมากมายให้เรียนรู้

โดยเฉพาะในช่วงมื้อกลางวัน ที่ต่างคนต่างหิวและต้องกินให้เสร็จก่อนบ่ายโมง

ลองคิดดูเถอะค่ะ ลูกเกือบยี่สิบคนเข้ามาพร้อมกันและสั่งอาหารที่ตัวเองอยากกิน

มาห้าคนสั่งห้าอย่าง ยังไง๊ ยังไงก็ไม่มีทางทันอยู่แล้ว

เพราะร้านเรามีกุ๊กหนึ่งคน ผู้ช่วยหนึ่งคนคือตัวข้าพเจ้าเอง

และผ้ช่วยจำเป็นอีกคนที่คอยเสิร์ฟน้ำและเก็บจาน

ก็คือน้องชายตัวอ้วนอุ้ยอ้ายของเรา

ในช่วงเวลาเร่งรีบกับผู้คนหิว(โช)

ทำให้ฉันนึกถึงนิทานเรื่องก่องข้าวน้อยฆ่าแม่

เพราะสายตาแต่ละคู่ที่มองมาที่ฉันและน้องชายนั้นอ่านได้ว่า

"หิวๆๆ เมื่อไหร่จะได้กิน"

มีสายตาบางคู่ที่มองแบบประมาณว่าหิวจนจะกินช้างได้ทั้งตัวแล้วนะ

หุหุ

ระหว่างที่ง่วนอยู่กับสิ่งตรงหน้าโดยมีสายตาหลายคู่จ้องมองอยู่

ฉันนึกย้อนไปถึงตัวเองในฐานะลูกค้า และย้อนกลับมาในฐานะผู้ขาย

ฉันได้เห็นอะไรบางอย่าง

วันหลังจะเล่าให้ฟังนะว่า..ฉันเห็นอะไรบ้าง

2009/Sep/03

ชีวิตเปลี่ยน..

เกือบเดือนแล้วที่ไม่ได้แวะเวียนมาเล่าอะไรต่อมิอะไรให้ใครต่อใครฟัง..
บางคนอาจจะแย้งว่า..เขียนให้อ่านไม่ใช่หรือ..
สำหรับฉัน..ตัวอักษรทุกตัวที่เขียนคือคำบอกเล่า..
ทุกครั้งที่เขียน..จะสื่อสารถึงใครต่อใครที่อยู่รอบตัว..
ทุกตัวอักษร..เปรียบเหมือนวาจาที่เปล่งออกไป..
โดยที่ข้างๆตัวมีบุคคลที่อยากจะเล่าสู่กันฟัง..นั่งล้อมวงอยู่ข้างๆ..

นั่งด้วยกันตรงนี้นะ...แล้วจะเล่าให้ฟัง..

ในหนึ่งเดือนที่ผ่านมา..ชีวิตผกผันจนฉันตั้งตัวแทบไม่ติด..
มีเรื่องราวมากมายให้ขบคิดและตัดสินใจ..
แต่จนแล้วจนรอด..ก็ตัดสินใจอะไรไม่ได้..
เป็นครั้งแรกของชีวิตที่ฉันบ่นกับใครต่อใครว่า..ไม่รู้จะเอาอย่างไรดี..
ขยับโน่น ย้ายนี่ วางตรงนั้น วางตรงนี้..
ครั้งแล้วครั้งแล้ว ก็ไม่ลงตัวสักที..
เหนื่อยและเครียดจนบอกไม่ถูก..

คู่ชีวิตที่ชื่อธรรมะ..หายไปชั่วคราว...
จนวันหนึ่ง..มีเวลาค่อยๆคิดถึงในสิ่งที่ตัวเองประสบอยู่..
ก็ได้ความว่า..กำลังแบกโลกทั้งโลกไว้..
คิดว่า..หากไม่มีเรา..โลกนี้ก็อยู่ไม่ได้..
คิดว่า..ตัวเรานี้สำคัญนักหนา..
คิดว่า..เขาอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเรา..

คิดไปคิดมา..กลายเป็นทุกข์เพราะความคิดอีกแล้ว
ปัญหาที่เจออยู่ก็ใหญ่มาก..แต่ทุกข์ที่ใจกลับใหญ่กว่าเสียอีก
ก็เลยทุกข์เป็นทวีคูณ..
วันหนึ่งวันนั้น..แสงสว่างเกิดขึ้นในจิตใจ
เริ่มเรียบเรียงความคิดเสียใหม่..
ไม่ห่วงหน้าพะวงหลัง..แต่จะยึดสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
เอาจิตจดจ่ออยู่กับสิ่งที่อยู่เฉพาะหน้า..
โลกที่แบกไว้ก็ค่อยๆเบาลง..
ทุกข์ก็เริ่มน้อยลง..

เราไม่ใช่คนสำคัญ..
แม้ไม่มีเรา..เขาก็อยู่ต่อไปได้..

....

ฉันละทิ้งต้นไม้..พืชผักสวนครัว และปุ๋ยชีวภาพที่กำลังทำอยู่..
ต้นไม้เล็กๆที่เพาะไว้ มีเถาวัลย์คลุมจนมองแทบไม่เห็น
พริกขี้หนูสุกแดงเต็มต้น..แต่ไม่มีเวลาเก็บ..
บริเวณสวนมังคุดรอบๆบ้านรกครึ้ม..
หญ้าในสวนยาง...ก็รกเช่นกัน..
ที่สำคัญที่สุด..เวลาที่เคยมีให้กับแม่อย่างเต็มที่ ต้องถูกแบ่งไป
ไปช่วยคนอีกคนหนึ่ง..ที่ต้องช่วย..

ทุกเช้าที่ตื่นมา..ฉันจึงลุกลี้ลุกลนแทบเป็นบ้า..
อันนี้ก็ยังไม่ได้ทำ โน่นก็ยังไม่เสร็จ..
เหนื่อยจนหายใจขัด..
จนในที่สุด..ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง..
เพื่อไม่ให้ตัวเองล้มลงไปเสียก่อนที่จะทันได้ช่วยคนอื่น..

ทำร้านอาหาร..
เป็นสิ่งที่ฉันไม่ชอบ..
เหตุผลคือ..คนเยอะ..ไม่ชอบความวุ่นวาย
ไม่ชอบกลิ่นคาวของอาหารสด..
ไม่ชอบทำอะไรที่มีเวลาเป็นตัวบีบคั้น..
แต่เขาว่ากันว่า..ยิ่งหนีสิ่งใด มักเจอสิ่งนั้น..
คนในครอบครัวฉัน..ทำร้านอาหารมาหลายสิบปี
ฉันคลุกคลีอยู่ด้วยตลอด ช่วยได้แป๊บๆเท่านั้น
..แต่ปฏิเสธที่จะลงทุนและลงแรงเพราะเหตุผลข้างต้น

บังเอิญมีเหตุการณ์บางอย่าง..ที่ทำให้ชีวิตเขาผกผัน
พร้อมทั้งดึงตัวฉันไปทำร้านอาหารกับเขาแบบตกกระไดพลอยโจน
ชีวิตฉันก็เลยผกผันไปด้วย..
ในความเป็นครอบครัวเดียวกัน..สายเลือดเดียวกัน..
หากไม่ช่วยเหลือกัน..ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดมาเป็นพี่น้องกันทำไม..
เพราะความช่วยเหลือที่ต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่..
ถ้าเราปล่อยให้คนหนึ่งล้ม..ทุกคนก็จะล้มตามกันไปหมดเหมือนโดมิโน..
บุคคลที่จะเศร้าเสียใจมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้น"แม่" ของเรา

ด้วยเหตุผลนี้..ฉันจึงละทิ้งทุกอย่างที่ตัวเองรัก..
เพื่อให้ครอบครัวเราอยู่อย่างสงบสุข..
มีบ้างบางวันที่ฉันรำพึงรำพันว่า.."เพื่ออะไร"
เวลาสวดมนต์..ฟังธรรมะ นั่งสมาธิ..แทบไม่มี
เส้นทางที่ฉันเลือกเดิน..สะดุดลง..
ชีวิตที่เคยสงบสุข เรียบง่าย หายไปหมดสิ้น..
แต่ถ้าการไปสู่เป้าหมายช้าลงด้วยเหตุผลของการเกื้อกูลคนอื่น..ฉันก็ยอม..
คำรำพึงรำพันที่ว่า.."เพื่ออะไร" ก็หายไป..

แต่ทำไมถึง "เหนื่อย" จังเลยก็ไม่รู้..

"เหนื่อยจังฮู้"

2009/Aug/08

เฝ้าถนอม กล่อมเกลี้ยง เลี้ยงดูมา
ในวันที่ แก้วตา ยังวัยอ่อน
แม้ไม่ใช่ สายเลือด ในอุทร
แต่ห่วงหา อาวรณ์ ในดวงจิต

ด้วยรัก และผูกพัน กันมานาน
จะด้วยฟ้า บันดาล กรรมลิขิต
เสี้ยวหนึ่ง ของทุกวัน ในชีวิต
มีเจ้า อยู่ในจิต เสมอมา

ครบเจ็ดขวบ แล้วหนา แก้วตาเอ๋ย
ไฉนเลย นอนซม อยู่ตรงนี้
เกิดอะไร กับเจ้า หรือคนดี
โรคเก่า ตามราวี อีกหรือไร

คุณน้า คนไกลไกล ยังคอยห่วง
ใจทั้งดวง สุดระทม เจ้ารู้ไหม
จะข่มตา หลับนอน ได้อย่างไร
เมื่อหัวใจ ห่วงใย เจ้าเหลือเกิน

หายเร็วเร็ว เถิดหนา เจ้าหลานรัก
พ่อแม่ คงฟูมฟัก อยู่ใกล้ใกล้
คงไม่ทิ้ง เจ้าไว้ กับผู้ใด
ที่ไม่ใช่ สายใย ความผูกพัน

หากพรุ่งนี้ แสงตะวัน ยิ้มทักทาย
ขอให้ ยิ้มตอบไป นะจอมขวัญ
นั่นคือ กำลังใจ อันสำคัญ
เจ้าจะหาย เร็วพลัน ในทันใด


.....

 

พรุ่งนี้..9 สิงหา..สุขสันต์วันเกิดนะจ๊ะสาวน้อย..

หายเร็วๆล่ะ..ในโรงพยาบาลน่ะไม่ใช่ที่ฉลองวันเกิดหรอกนะ..รู้มั้ย

ที่พ่นจมูก..เป็นรูปการ์ตูนเสียด้วย..ชอบล่ะซีท่า...