ร้านอาหารของเรา...เอ่อไม่ใช่สิ
ของพี่สาวต่างหาก ฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีส่วนร่วม
ในการเป็นเจ้าของร้าน แม้เขาจะเสนอมาว่าให้ตั้งชื่อร้าน
ว่า"ร้านสองพี่น้อง" ฉันยิ้มรับ แต่ไม่ได้เออออห่อหมกด้วย
เปิดร้านมาสามเดือนแล้วก็เลยยังไม่มีชื่อร้านสักที ...
ในใจคิดเสมอว่าฉันมาอยู่ที่นี่ชั่วคราวเท่านั้น
อยู่ช่วยจนกว่าเขาจะหาผู้ช่วยที่กว่าฉันได้
...ฉันมีเส้นทางที่จะเลือกเดินอยู่แล้ว
อย่างแน่วแน่มั่นคงและไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
รอแค่วันเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น

เปิดร้านเมื่อวันที่ 25 กรกฏาคม ที่ผ่านมา
ช่วงแรกเริ่มของการเปิดร้านจะค่อนข้างทุลักทุเลพอสมควร
พี้นภายในร้านเป็นพื้นกระเบื้อง เก้าอี้ที่มีอยู่เป็นเก้าอี้พลาสติก
หากคนมีน้ำหนักตัวเยอะๆและนั่งอย่างไม่ระมัดระวัง
ขาของเก้าอี้ก็จะกางออกไปเรื่อยๆ เก้าอี้จะเตี้ยลง เตี้ยลง
ดูแล้วหวาดเสียวยิ่งนัก เราต้องคอยเตือนและระมัดระวังให้ลูกค้าตลอด
จึงได้สั่งทำเก้าอี้ใหม่ที่ทำด้วยไม้และแข็งแรงกว่านี้
แต่ในระหว่างรอเก้าอี้...ก็ได้เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น

วันนั้น..มีผู้ชายคนนึงตัวสูงใหฌ่เดินมาสั่งสุกี้น้ำ
ฉันยกไปเสิร์ฟให้แต่วางไว้ห่างตัวเขาพอสมควร
เนื่องจากว่าเขายังคงก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือพิมพ์
ไม่ได้สนใจอาหารตรงหน้าแต่อย่างใด
ฉันเดินเข้าไปในครัว สักพักได้ยินเสียงดังโครม
จึงรีบวิ่งออกมาดู ภาพที่เห็นคือลูกค้าหนุ่มคนนั้นกองอย่ที่พื้น
กับเก้าอี้ที่หักละเอียด
ฉันกับพี่สาวขอโทษเขาครั้งแล้วครั้งเล่า
พร้อมกับเปลี่ยนเก้าอี้ตัวใหม่ให้เขา
โชคดีที่ตอนนั้นไม่มีลูกค้าอื่นเลย
และโชคดีมากตรงที่เขายังไม่ลงมือกิน
ไม่งั้นคงดูไม่จืดกว่านี้แน่ๆ..
เขาไม่ได้แสดงอาการโกรธเคืองใดใด
คงก้มหน้าก้มตากินเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ตอนที่เขาจ่ายตังค์ เราตกลงกันว่าจะไม่รับเงินค่าอาหารจากเขา
แต่เขาไม่ยอม โดยบอกว่าของซื้อของขาย
ส่วนเรื่องเก้าอี้หัก เป็นเรื่องอุบัติเหตุ
ไม่ได้แกล้งกันนี่นา
แล้วเขาก็ไป..
ฉันไม่รู้ว่าเขาได้แวะเวียนมาที่ร้านอีกหรือเปล่า..
หน้าตาเขาเป็นอย่างไร..จำไม่ได้แล้วล่ะ


